เครื่องฉายดิจิตอล

มิถุนายน 20, 2016

เครื่องฉายหนังในบ้านระบบดิจิตอล (ในทัศนะของ AVmaster.com)

ที่จั่วหัว ในโฆษณาว่า “เครื่องฉายหนังในบ้าน ระบบดิจิตอล” สำหรับมือโปร ฟังดูอาจจะเชยๆไปบ้าง แต่จุดประสงค์ อยากจะให้ คนทั่วไป เข้าใจ โปรเจคเตอร์ ที่ใช้สำหรับ Home Cinema ว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องเชี่ยวชาญ ก็สามารถเป็นเจ้าของได้

pjhomeentertainment

ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจเรื่องโปรเจคเตอร์หน่อยน๊ะครับ โปรเจคเตอร์หรือแปลตรงๆก็คือ เครื่องฉายนั่นเอง และที่เรียกว่า”เครื่องฉายหนังในบ้าน ระบบดิจิตอล” ก็เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น อีกหน่อย เพราะโปรเจคเตอร์ ในปัจจุบัน สามารถรับสัญญาณ วิดีโอ ในรูปของดิจิตอล หรือตัวเครื่องฉาย สามารถรับสัญญาณภาพวิดีโอ ใดๆ แล้วแปลงเป็นดิจิตอล เพื่อแสดงออกที่ตัวกำเนิดภาพ แล้วฉายออกมา ผ่านเลนส์ เพื่อให้ได้ภาพใหญ่ๆ

ในยุคนี้ ใครๆก็มักจะคุ้นเคยกับ Home Theater เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าเดินไปห้างไหน ก็โชว์กันเต็มที่ แต่ส่วนมากเน้นไปที่ จอทีวี โปรเจคชั่นทีวี หรือจอพลาสม่า หรือ LCD มักจะไม่ค่อยเห็น ผู้ขายเอาโปรเจคเตอร์ สำหรับฉายหนังในบ้านมาโชว์ นอกเสียจากร้านค้าหรือบริษัท ที่ทำด้านนี้โดยตรง ดังนั้นคนทั่วไป จึงมักไม่ค่อยคุ้นเคย การเอาโปรเจคเตอร์ มาใช้ในบ้าน ซึ่งจริงๆแล้ว การใช้โปรเจคเตอร์ สำหรับฉายหนังในบ้าน ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ สำหรับ Home Theater ได้อย่างถูกต้อง

ภาพนี้ถ่ายตรงๆจากห้องขนาด 3 x 4 เมตรโดยประมาณ นั่งดูชิดห้อง ใช้ DLP projector รายละเอียด 1280 x 720 จุดภาพ ฉายจอขนาด 1.80 x 1.01 เมตร หรือประมาณ 86 นิ้วที่เส้นทะแยงมุม ระยะสายตาอยู่ที่ 3.70 เมตร ก็ประมาณ 2 เท่าของความกว้างของจอ ก็สบายตาดี

และที่เลี่ยงคำว่า โฮมเธียเตอร์ (Home Theater) ก็เพราะว่า คนส่วนมากจะเข้าใจว่า เอาทีวีมาวาง ขนาบด้วยเครื่องเสียงสักชุด ก็เรียกโฮมเธียเตอร์แล้ว …ถ้าจะให้ ใกล้เคียงกับโรงหนัง เราจึงใช้คำว่า Home Cinema แทน เพราะเราใช้เครืองฉาย แทนจอทีวี เล็กๆ เพราะการฉายแบบใช้ โปรเจคเตอร์นี้ เป็นการเลียนแบบจากการฉายภาพยนตร์ ในโรงใหญ่

บ้านนี้ใช้ห้องฟังเพลงเดิม ขนาด 5 x 6 เมตร เปลี่ยนมุมใหม่ ใช้จอมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 92 นิ้ว (แบบ 16:9) ชนิด Matt white ของเราเอง เครื่องฉายเลนส์เดี่ยว LCD projector ตั้งบนโต๊ะ หน้าโซฟา ระบบเสียงเดิม ระยะดูประมาณ 4 เมตร ภาพนี้ถ่ายเมื่อติดตั้งเสร็จใหม่ๆ

ปัจจุบันเราเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า LCD Projector มากขึ้น บางคนถึงกับเรียกโปรเจคเตอร์ว่า เครื่อง LCD ซึ่งที่จริงแล้ว LCD เป็นเพียงโปรเจคเตอร์ ระบบหนึ่งเท่านั้น และก็ยังมี DLP Projector และD-ILA Projector หรือถ้าเรียกตามภาษาราชการ ก็มักจะเจอคำว่า เครื่องฉายภาพเลนส์เดี่ยว ก็ตรงความหมายดีครับ เพราะไม่ต้องมีสามเลนส์ แบบในอดีต ซึ่งถึงตรงนี้ สำหรับมือโปรก็อาจจะค้อนว่า สามหลอดแบบเดิมดีกว่าตั้งเยอะ

และที่เรียกว่า ระบบดิจิตอล ก็คือ เราสามารถเอาสัญญาณ Digital ที่เก็บบันทึกโดยแผ่น DVD หรือ File ภาพต่างๆ มาต่อพ่วงกับเครื่องฉายเลนส์เดี่ยวที่ว่านั้นโดยตรง เราก็จะได้”เครื่องฉายหนังในบ้าน ระบบดิจิตอล”

เพราะระบบนี้ เป็นระบบเดียวกันกับ โรงภาพยนตร์ดิจิตอล เลยที่เดียว เพียงแต่อุปกรณ์ และรายละเอียด ต่างกันออกไปบ้างเล็กน้อย ตัวที่ฉายในโรงภาพยนตร์ ต้องฉายจอใหญ่ๆ เครื่องฉายก็ต้องกำลัง ส่องสว่างสูงๆ รายละเอียดของภาพก็ต้องสูงตามไปด้วย แทนที่จะใช้ภาพยนตร์จากแผ่น DVD หรือ Blu ray ก็ใช้เป็น ลักษณะ Hard disk recorder เหมือนเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ ความจุสูงๆ รายละเอียดสูงๆ มาเข้าโดยตรงที่โปรเจคเตอร์ ผลที่ได้ ก็จะได้รายละเอียด เทียบเท่าฟิล์ม

แต่สำหรับในบ้าน การลงทุนขนาดนั้น ก็อาจจะไม่คุ้มกัน เพราะในบ้าน สมมุติว่าห้อง ขนาด 4 x 6 เมตร เราเอาจอขนาด 12 เมตร มันก็คงทำไม่ได้ ใหญ่เต็มที่อย่างไงก็ ไม่เกิน 4 เมตรแน่ๆ (นั่งดูตามแนวยาวของห้อง)

ดังนั้นการใช้เครื่องฉาย รายละเอียดภาพระดับ 960 x 540 -1280 x 720 จุดภาพ (แบบจอกว้าง 16:9) ก็ถือว่าละเอียดมากพอ สำหรับจอ เส้นทะแยงมุมไม่เกิน 120 นิ้ว ( 2.21 x 1.24 เมตร โดยประมาณ) ความสว่างระดับ 500 -1200 ลูเมนส์ ก็สามารถชมได้ สบายตาในที่มืด แค่นี้ก็ได้ โรงหนังระบบดิจิตอล ไว้ในบ้านแล้วครับ

เรื่องเสียงก็มีให้เลือก มากมาย แต่อยากแนะนำให้เริ่มจาก 5.1 เพราะเป็นระบบเสียงพื้นฐาน โรงภาพยนตร์ในบ้านที่หาง่าย และมีราคาไม่แพง ส่วนจะขยับขยายเป็น 6.1 หรือ 7.1 ก็ไม่ว่ากัน เพราะหลักการ ของเสียงภาพยนตร์ ก็คือ เลียนเสียงให้เป็นธรรมชาติ ตามภาพยนตร์ที่เราชม เสียงต่ำก็ผ่านลำโพงเสียงต่ำ ที่เขาเรียกว่าซับวูฟเฟอร์ ก้อนสี่เหลี่ยมดำๆ สัก 1 ลูกบาศก์ฟุต ที่เราเห็นกันทั่วไปน่ะครับ ซึ่งกระบวนการ เป็นไปตาม ภาพยนตร์เรื่องนั้นๆออกแบบมา ซึ่งปัจจุบัน ส่วนมาก เท่าที่เห็นในแผ่น DVD หรือ Blu Ray ก็เป็น 5.1 เป็นหลัก (2013)

ระบบเสียงพื้นฐาน ของ Digital Home Cinema 5.1เรียกตามจำนวนลำโพง + ลำโพงเสียงต่ำอีก 1 ก็เป็น 5.1ซึ่งจะแตกต่างกับสเตอริโอ ที่เราฟังเพลง เหมาะสำหรับชมภาพยนตร์จากแผ่น DVD หรือ Blu ray ซึ่งปัจจุบัน จะบันทึกระบบเสียงแบบนี้มา

เรื่องห้อง ถ้าไม่เน้นต้องให้วิจิตรงดงาม ซับเสียงประมาณโน้นประมาณนี้ ใช้มุมไหนก็ได้ ครับ เพราะโดยธรรมชาติ เราก็พักผ่อนช่วงหัวค่ำอยู่แล้ว ยกเว้นใครชอบดูหนังวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ถ้าจะลงทุนทำห้อง เป็นเรื่องเป็นราว ก็ยิ่งดี เราติดตั้งไปหลายบ้าน เพราะนอกจากจะเป็นห้องพักผ่อนแล้ว การดูภาพยนตร์ ร่วมกันในครอบครัว ก็ถือว่าได้อารมณ์ร่วม สร้างความอบอุ่นได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เชื่อลองทำดูซิครับ ยุคที่น้ำมันแพงๆ ลองกลับบ้านแต่วันๆ หัวค่ำ ก็หาหนัง DVD  หรือ Blu ray สักแผ่น ดูพร้อมๆหน้ากัน

ูเราลงทุนทำครัวไปก็หลายหมื่น บางบ้านเป็นแสนเลยก็มี ถ้าเราจะเพิ่มสักอีกห้องหนึ่ง เป็นห้องดูหนัง ที่ไม่ใช่ เพียงจอ  LCD 50 นิ้ว แบบในห้องรับแขกน๊ะครับ คิดง่ายๆ เอาแค่ขนาดจอ กว้างสัก 2 เท่า ของระยะนั่ง ก็เต็มตา ไม่แพ้ในโรงหนังแล้วครับ

บ้านนี้ใช้โถงบันใด แทนห้องดูหนัง ขนาดประมาณ 5 x 3 เมตร (รวมความกว้างบันใดแล้ว) ฉายลงบนผนังวอลเปเปอร์ สีขาวนวล ธรรมดา ข้อดีคือไม่เสียเนื้อที่ ประหยัดค่าจอ ได้ภาพขนาด กว้างประมาณ 2.70-3 เมตร นั่งดูในระยะชิดผนังด้านตรงข้ามจอ ตรงตำแหน่งศีรษะอยู่ที่ประมาณ 4.70 ได้ภาพไม่แพ้ในโรงภาพยนตร์เลย ลงทุนเพียงโปรเจคเตอร์ 1 ตัว กับระบบเสียง 5.1 อีก 1 ชุด ข้อเสียคือดูกลางวันไม่ได้ แต่ก็อย่างที่บอก กลางวันเรา็ก็ทำงาน ค่ำๆก็เปิดโรง

สุขโขเลยน๊ะครับ ดูไปกินข้าวไปด้วย เล่นกับลูกไปด้วย หรือจะหยอกกับแม่ไปบ้างก็ ไม่ต้องห่วงเก้าอี้ข้างๆ จะมาตอแย ดูเสร็จก็นอนเลย ไม่ต้องขับรถกลับบ้าน เดี๋ยวนี้ อะไรๆก็ง่ายไปหมด ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด แต่ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ก็โทรมาคุยกันได้ครับ ยินดีให้ข้อมูล แต่อย่างไงก็อย่าลืม อุดหนุนกันบ้างก็แล้วกัน อันเนี้ยสำคัญ..คิคิ 🙂

ลุงตุ๊

12 สิงหาคม 2547 (ปรับปรุง 2013)

© copyright by โรงหนังในบ้าน.com